SACIT หนุนภูมิปัญญา “ปูนปั้นเพชรบุรี” มอบทุนวิจัย “สูตรปูนตำใหม่” นำนวัตกรรม เปลี่ยน Food Waste จากขนมหวาน เป็นวัตถุดิบงานหัตถศิลป์ ที่สร้างความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

SACIT หนุนภูมิปัญญา “ปูนปั้นเพชรบุรี” มอบทุนวิจัย “สูตรปูนตำใหม่” นำนวัตกรรม เปลี่ยน Food Waste จากขนมหวาน เป็นวัตถุดิบงานหัตถศิลป์ ที่สร้างความยั่งยืนและเป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

   เมื่อ : 13 พ.ค. 2569

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT เดินหน้าภารกิจนักปั้น ส่งเสริม “ปูนปั้นเพชรบุรี” จากภูมิปัญญางานช่างดั้งเดิมที่เคยจำกัดอยู่ในบริบทของงานประดับตกแต่งเชิงพุทธศิลป์และสถาปัตยกรรมดั้งเดิม สู่ “วัสดุสร้างสรรค์แห่งอนาคต” ที่นำนวัตกรรมมาสร้างสรรค์เป็นชิ้นงานใหม่ สามารถตอบโจทย์ทั้งงานออกแบบ สถาปัตยกรรมร่วมสมัย และเศรษฐกิจสีเขียวได้อย่างมีศักยภาพ ผ่านกระบวนการสนับสนุนทุนวิจัยเพื่อพัฒนาสูตร “ปูนตำ” รูปแบบใหม่ ที่นำวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมขนมหวานท้องถิ่นเมืองเพชรบุรี ซึ่งถือว่าเป็นจังหวัดที่ได้ชื่อในเรื่องของเมืองขนมหวาน อาทิ เศษวัตถุดิบเหลือทิ้งจากขนม เปลือกไข่และน้ำเชื่อม มาต่อยอดเป็นวัสดุทางเลือกที่มีคุณสมบัติโดดเด่น ทั้งด้านความแข็งแรง ความยืดหยุ่น และเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมเชื่อมโยงงานหัตถศิลป์ไทยเข้ากับแนวคิด Sustainable เพื่อสร้างมูลค่าใหม่ทั้งในมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นระบบ

 

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย เปิดเผยว่า ปัจจุบันการขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมไทยไม่ได้มุ่งเพียงการอนุรักษ์มรดกภูมิปัญญา หากแต่ต้องก้าวไปสู่การสร้าง “ความยั่งยืน” ในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ สังคม วัฒนธรรม และสิ่งแวดล้อม เพื่อให้งานหัตถกรรมไทยสามารถปรับตัวและเติบโตได้ท่ามกลางบริบทโลกยุคใหม่ SACIT จึงมุ่งทำหน้าที่เป็น “นักปั้นโอกาส” ให้แก่ช่างหัตถกรรม นักสร้างสรรค์ และหน่วยงานที่เล็งเห็นคุณค่าของงานศิลปหัตถกรรมไทย ผ่านการพัฒนาองค์ความรู้ นวัตกรรม เครือข่าย และตลาดอย่างครบวงจร ตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ

            

 ภายใต้แนวทางดังกล่าว SACIT ได้สนับสนุนทุนวิจัยเพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์แผ่นปูนปั้นตกแต่งผนังจากวัสดุเหลือใช้ ของ นายชัชวาลย์ สหัสสพาศน์ ครูช่างศิลปหัตถกรรม ประเภทเครื่องอื่น ๆ (หัตถกรรมปูนปั้นสด)   อ.เมือง จ.เพชรบุรี เนื่องจากเล็งเห็นถึงความสำคัญของการพัฒนาวัตถุดิบสำหรับงาน “ปูนปั้นสด” ซึ่งถือเป็นมรดกภูมิปัญญาทางช่างอันทรงคุณค่าของไทย แต่ปัจจุบันวัสดุสำคัญที่ใช้ในการผลิต อาทิ ปูนขาว กาวหนังสัตว์ น้ำตาลโตนด กระดาษฟาง และเปลือกหอย กลับเริ่มหาได้ยากและมีต้นทุนสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง งานวิจัยดังกล่าวจึงนับเป็นอีกหนึ่งแนวคิดที่น่าสนใจในการต่อยอดภูมิปัญญาดั้งเดิม ด้วยการนำวัสดุเหลือใช้จากอุตสาหกรรมขนมหวานในจังหวัดเพชรบุรีมาพัฒนาเป็นส่วนผสมในสูตร “ปูนตำโบราณ” เพื่อช่วยปรับปรุงคุณสมบัติของวัสดุ ควบคู่กับการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม สะท้อนให้เห็นถึงการผสานองค์ความรู้ดั้งเดิมเข้ากับนวัตกรรมสมัยใหม่ได้อย่างลงตัว อีกทั้งยังช่วยเชื่อมโยงธุรกิจและทรัพยากรภายในชุมชนให้เกิดการหมุนเวียนใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า จนสามารถพัฒนาเป็นวัสดุสร้างสรรค์ที่ตอบโจทย์การใช้งานจริงในปัจจุบัน


ผลการวิจัยพบว่า ปูนสูตรใหม่มีคุณสมบัติหลายด้านที่เหนือกว่าสูตรโบราณซึ่งประกอบด้วยปูนขาว กาวหนังสัตว์ น้ำตาลโตนด และกระดาษฟาง โดยมีอัตราการสูญเสียน้ำหนักหลังแห้งต่ำกว่า สามารถคงรูปและรักษาขนาดได้ดีกว่า อีกทั้งยังมีโครงสร้างภายในที่สม่ำเสมอและหนาแน่น ช่วยลดความเสี่ยงต่อการแตกร้าว บิดตัว หรือความเปราะเสียหายในระยะยาว จึงเหมาะสำหรับงานที่ต้องการรายละเอียดสูงและการควบคุมขนาดอย่างแม่นยำนอกจากนี้ ปูนสูตรใหม่ยังมีค่าการหดตัวที่สม่ำเสมออยู่ระหว่างร้อยละ 6.34 – 7.99 ขณะที่ปูนสูตรโบราณมีค่าการหดตัวเฉลี่ยสูงถึงร้อยละ 10.00 สะท้อนถึงโครงสร้างที่มีช่องว่างมากกว่าและสูญเสียน้ำได้รวดเร็ว ส่งผลให้เกิดการยุบตัวมากกว่าอย่างชัดเจน เมื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์แผ่นปูนปั้นตกแต่งผนัง 3 มิติแบบโมดูลาร์แล้ว ยังพบว่าวัสดุดังกล่าวมีน้ำหนักเบา หดตัวอย่างสมดุล ไม่เสียรูป สามารถปั้นสด ถอดแบบ และขึ้นชิ้นงานขนาดเล็กได้โดยไม่แตกร้าว ช่วยลดทั้งต้นทุนและขั้นตอนการผลิต ขณะเดียวกันยังเป็นการเพิ่มมูลค่าให้วัสดุเหลือใช้ในท้องถิ่น และร่วมสืบสานภูมิปัญญาปูนตำโบราณของจังหวัดเพชรบุรีให้สามารถก้าวต่อไปได้อย่างร่วมสมัยและยั่งยืน


ปูนตำเป็นวัสดุที่มีชีวิต ที่จะค่อย ๆ แข็งตัวภายใน 15–30 นาทีเมื่อสัมผัสอากาศ และสามารถเก็บได้นานถึง 6 เดือน–1 ปี หากปิดไม่ให้อากาศเข้า จุดเด่นสำคัญคือเป็น “ปูนที่หายใจได้” สามารถดูดซับและระบายความชื้นตามธรรมชาติ ลดการสะสมความชื้นเหมือนปูนซีเมนต์ทั่วไป อีกทั้งกระบวนการแข็งตัวของปูนขาวยังช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์กลับคืนสู่โครงสร้างวัสดุ จึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม จากองค์ความรู้ดั้งเดิมนี้ จึงต่อยอดสู่การพัฒนาสูตรปูนร่วมสมัย โดยยังคงหลักการโบราณไว้ แต่ปรับใช้วัสดุใหม่ เช่น น้ำเชื่อมเหลือทิ้งจากอุตสาหกรรมขนมแทนกาวและน้ำตาลโตนด รวมถึงเปลือกไข่ที่ช่วยเพิ่มแคลเซียม ลดการแตกร้าว และเพิ่มประสิทธิภาพของวัสดุ สะท้อนการผสานภูมิปัญญาดั้งเดิมเข้ากับแนวคิดความยั่งยืนได้อย่างเป็นรูปธรรม” นายชัชวาลย์ กล่าว

อีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน คือความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรม โดย นายประวิทย์ เครือทรัพย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เพชรบุรี ไทยดีเสิร์ท จำกัด และประธานสภาอุตสาหกรรมจังหวัดเพชรบุรี กล่าวเสริมว่า โรงงานลุงอเนกขนมหวานเมืองเพ็ชร์มุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยเฉพาะการเปลี่ยนขยะจากสายการผลิตให้กลายเป็นวัตถุดิบใหม่ที่สร้างคุณค่าในภาคอุตสาหกรรมอื่น ๆ ซึ่งการนำวัสดุเหลือใช้จากโรงงาน เช่น เปลือกไข่วันละหลายหมื่นฟอง และน้ำเชื่อมที่เหลือจากกระบวนการผลิต มา      ต่อยอดในงานหัตถกรรม เป็นตัวอย่างของการสร้างมูลค่าเพิ่มจากทรัพยากรที่เคยถูกมองว่าเป็นของเสีย ทั้งยังเป็นการสร้างมูลค่าเพิ่มในหลายมิติอย่างเป็นรูปธรรม โดยเฉพาะการดูแลสิ่งแวดล้อมเพื่อการเติบโตที่ยั่งยืนร่วมกันในชุมชน

           

 ความร่วมมือนี้ยังสะท้อนแนวคิด ESG อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในมิติสิ่งแวดล้อมที่มุ่งเน้นการลดของเสีย มิติสังคมกับการสร้างรายได้ให้ชุมชน และ การบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพโดยคำนึงถึงหลักธรรมาภิบาล ซึ่งเป็นทิศทางสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจในอนาคต ทั้งนี้ SACIT เชื่อว่าการพัฒนา “ปูนปั้นเพชรบุรี” ในครั้งนี้ จะเป็นต้นแบบของการยกระดับงานหัตถศิลป์ไทยสู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์อย่างแท้จริง โดยไม่เพียงรักษามรดกทางวัฒนธรรม แต่ยังสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจใหม่ เชื่อมโยงชุมชนกับตลาด และผลักดันให้ภูมิปัญญาไทยสามารถสร้างคุณค่าและความยั่งยืนในระยะยาว

 


ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ