เมื่อความคิดต่างสร้างสถิติโลก! เอ็นไอเอ ชวนรู้จัก ”วีอิ้ง รองเท้าแตะวิ่งได้” แบรนด์นวัตกรรมไทยจากแดนอีสานผู้พลิกภาพจำโลกกีฬา พร้อมพาทุกการวิ่งเข้าสู่เส้นชัย

เมื่อความคิดต่างสร้างสถิติโลก! เอ็นไอเอ ชวนรู้จัก ”วีอิ้ง รองเท้าแตะวิ่งได้” แบรนด์นวัตกรรมไทยจากแดนอีสานผู้พลิกภาพจำโลกกีฬา พร้อมพาทุกการวิ่งเข้าสู่เส้นชัย

   เมื่อ : 3 มี.ค. 2569

ในยุคที่กระแสการวิ่งมาราธอนยังครองใจผู้คนทั่วโลก ไม่ว่าจะเป็นนักวิ่งมือใหม่หรือนักกีฬาระดับอาชีพ ต่างยอมลงทุนกับรองเท้าวิ่งตัวท็อปราคาตั้งแต่หลักพันถึงหมื่นบาท เพื่อความรู้สึกที่เบาสบายและประสิทธิภาพสูงสุดบนสนาม แต่ใครจะคิดว่าท่ามกลางยุคทองของ ”Super Shoe” รองเท้าผ้าใบไฮเทคนับร้อยแบรนด์จากทั่วทุกมุมโลก จะมี ”รองเท้าแตะ” จากแดนอีสานของไทยแทรกเข้ามาสร้างสถิติโลกที่ไม่มีใครเคยคิด นี่คือเรื่องราวของ ”VING” (วีอิ้ง) แบรนด์รองเท้าแตะวิ่งไทยที่กำลังสั่นสะเทือนวงการกีฬาระดับโลก เมื่อรุ่น NIRUN (นิรัน) ช่วยให้นักวิ่งชาวเคนยาคว้าแชมป์ขอนแก่นมาราธอนด้วยเวลา 2 ชั่วโมง 18 นาที 57 วินาที ทำลายสถิติโลกสำหรับการวิ่งมาราธอนด้วยรองเท้าแตะ เร็วกว่าสถิติเดิมของแบรนด์ Crocs ถึง 30 นาที และคว้ารางวัลชนะเลิศในรางวัลนวัตกรรมแห่งชาติ ด้านเศรษฐกิจ ประจำปี 2025 จากสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA

 

รองเท้าแตะที่เริ่มต้นจากความเจ็บปวดใน 21 กิโลเมตรแรกที่บุรีรัมย์

เบื้องหลังความสำเร็จที่น่าทึ่งนี้ เริ่มต้นจากประสบการณ์เจ็บปวดของนายวาที วิเชียรนิตย์ ผู้ก่อตั้งแบรนด์ VING ในการแข่งวิ่งมาราธอนที่บุรีรัมย์เมื่อ 6 ปีก่อน ที่เมื่อวิ่งไปได้ 21 กิโลเมตร ก็เกิดอาการเจ็บเท้าทำให้ต้องไปซื้อรองเท้าแตะจากร้านสะดวกซื้อมาใส่วิ่งต่ออีกกว่า 20 กิโลเมตร จนถึงเส้นชัย  “ด้วยประสบการณ์นี้กลายเป็นจุดเปลี่ยนชีวิต ทำให้ค้นพบว่ารองเท้าแตะมีข้อดีที่สำคัญคือ กันทรงที่ดี ไม่โดนบีบเท้า ทำให้อาการบาดเจ็บลดลง แต่ปัญหาคือพื้นรองเท้าไม่มีการส่งแรงและซัพพอร์ตที่ดีพอ ทำให้เกิดคำถามว่า ถ้ามีรองเท้าที่เปิดโล่งสบายเหมือนแตะ แต่พื้นส่งแรงได้ดีเหมือนผ้าใบจะเป็นอย่างไร จากนั้นจึงได้เริ่มศึกษาตลาด พบว่ามีรองเท้าแตะวิ่งอยู่บ้างในท้องตลาด แต่ยังไม่มีแบรนด์ไทยที่ทำจริงจัง จึงตัดสินใจพัฒนารองเท้าแตะวิ่งแบรนด์ไทยแบรนด์แรกขึ้นมา” นายวาทีกล่าว

 

นวัตกรรมดีต้องมีกลุ่มเป้าหมายที่ชัดเจน

ในยุคที่ตลาดกีฬามูลค่าหลายหมื่นล้านบาทถูกครอบงำโดยแบรนด์ยักษ์ใหญ่ระดับโลก การจะเข้าไปแข่งขันกับรองเท้าผ้าใบสำหรับวิ่งโดยตรงคงเป็นไปไม่ได้สำหรับสตาร์ตอัปเล็กๆ จากขอนแก่น VING จึงเลือกใช้กลยุทธ์ ”Niche Market” หรือการโฟกัสกลุ่มเฉพาะที่จำเป็นต้องใช้รองเท้าแตะวิ่งจริง ๆ  โดยนายวาที อธิบายว่า การทำธุรกิจให้ประสบความสำเร็จต้องทำ Niche ก่อน ไม่ใช่ทำเพื่อตอบทุกคน จึงไม่ได้มองว่า การมีรองเท้ากีฬาในตลาดกีฬาอยู่มากมายจะอุปสรรค แต่สิ่งนี้กลับกลายเป็นโอกาส เพราะกลุ่มเป้าหมายหลักของ VING คือนักวิ่งระยะไกลที่มักประสบปัญหาเท้าบวม 1-2 ไซส์หลังวิ่งผ่านระยะ 30-40 กิโลเมตร ทำให้รองเท้าผ้าใบ แม้จะดีแค่ไหนก็อาจกลายเป็นภาระสำหรับนักวิ่งที่ได้ นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มคนที่มีเท้าอูม มีปัญหาเรื่องรองช้ำ หรือคนที่มีปัญหากับผ้าใบที่บีบนิ้วเท้า ซึ่งต้องการความสบายในการใส่  “สิ่งที่ทำให้รองเท้า VING แตกต่างจากรองเท้าแตะทั่วไปคือ การออกแบบที่ผสมผสานเทคโนโลยีจากรองเท้าผ้าใบเข้าไปด้วย โดย VING ใช้โฟมเดียวกับรองเท้าผ้าใบ มีดรอป (Heel-to-Toe Drop) และความหนาของส้นที่สูงพอ ๆ กับรองเท้าวิ่ง จึงมีการซัพพอร์ตและส่งแรงได้ดีเหมือนรองเท้าผ้าใบ แตกต่างจากรองเท้าแตะในตลาดทั่วไปที่เป็นแค่รองเท้าแตะพื้นแบนและข้อได้เปรียบที่สำคัญที่สุดของ VING คือ “น้ำหนักเบามาก” ในยุคที่รองเท้าผ้าใบคู่หนึ่งหนักประมาณ 300 กรัม รองเท้า VING หนักเพียง 100-120 กรัม หรือเบากว่าเพียงหนึ่งในสามเท่านั้น ซึ่งสร้างความแตกต่างอย่างชัดเจนเมื่อต้องวิ่งระยะไกล”

นวัตกรรมที่แท้จริงต้องสามารถแก้ปัญหาให้ผู้คนได้

นายวาที กล่าวถึงแนวทางการสร้างนวัตกรรมว่า หลายคนสับสนระหว่างเทคโนโลยีกับนวัตกรรม โดยมักโฟกัสไปที่การพัฒนาเทคโนโลยีที่ดูใหม่ล้ำ ทำยาก หรือซับซ้อน แต่ลืมคิดว่ามันสามารถนำไปใช้แก้ปัญหาให้คนได้จริงหรือไม่ ”เทคโนโลยี” คือเครื่องมือหรือความรู้ทางเทคนิค ในขณะที่ ”นวัตกรรม” คือการนำเทคโนโลยีหรือวิธีการใหม่ ๆ มาใช้แก้ปัญหาหรือสร้างคุณค่าให้กับผู้ใช้งานจริง และต้องมีคนพร้อมจ่ายเงินเพื่อรับคุณค่านั้นด้วย ดังนั้น นวัตกรรมที่แท้จริงต้องถูกขับเคลื่อนโดยฝั่งภาคธุรกิจ ถ้ามันไม่มีตลาด ไม่มีคนซื้อ ก็ไม่สามารถพัฒนาต่อไปได้ และธุรกิจจะไม่สามารถเติบโตขึ้นมาได้ ส่วนผู้ประกอบการหรือนักนวัตกรรม ก็ต้องพัฒนาตัวเองให้เก่งทั้งด้านนวัตกรรมและด้านธุรกิจหรือการตลาดเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ในโลกยุคใหม่นั้น คนที่มีนวัตกรรมเท่านั้นที่จะอยู่รอดได้ ตอนนี้ใคร ๆ ก็ทำสินค้าออกมาได้ดีเต็มไปหมด แต่ต้องเป็นนวัตกรรมที่มีการพัฒนาต่อเนื่อง ไม่ใช่แค่ทำออกมาสินค้าเดียวสูตรเดียวแล้วจบไป การพัฒนาต่อยอดนวัตกรรมจึงเป็นสิ่งสำคัญ เพื่อให้แบรนด์เกิดความยั่งยืนมากที่สุด

 

 ความสำเร็จของ VING ไม่ได้วัดจากรางวัลหรือสถิติโลกเพียงอย่างเดียว แต่วัดจากมูลค่าทางเศรษฐกิจที่สร้างขึ้นมาได้ จากธุรกิจเล็กๆ ที่เริ่มต้นด้วยเป้าหมายรายได้เดือนละแสนสองแสนบาท ปัจจุบันเติบโตเป็นธุรกิจที่มียอดขายใกล้ 180 ล้านบาทต่อปี สร้างงานสร้างอาชีพให้กับคนในท้องถิ่น และยังคงผลิตในประเทศไทย 100% ยกเว้นวัสดุเพียงบางชิ้นที่ต้องนำเข้า 

 

 VING ไม่ได้เป็นเพียงแบรนด์รองเท้าแตะสำหรับวิ่ง แต่เป็นสัญลักษณ์ของความเป็นไปได้ของนวัตกรรมไทย ที่พร้อมจะก้าวไปสู่เวทีโลกและสร้างความภาคภูมิใจให้กับประเทศไทยต่อไปในอนาคต เพราะเมื่อเราเชื่อว่าทำได้ กล้าคิดต่าง และไม่ยอมให้กรอบเดิมมาจำกัดความคิดสร้างสรรค์ นั่นคือจุดเริ่มต้นของนวัตกรรมที่แท้จริง

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ