ธ.ทิสโก้ ผนึกแพทย์ 3 สถาบัน พันธมิตร Friends for Well-being ถ่ายทอดความรู้ NCDs เสริมแกร่งความมั่งคั่งยั่งยืน

ธ.ทิสโก้ ผนึกแพทย์ 3 สถาบัน พันธมิตร Friends for Well-being ถ่ายทอดความรู้ NCDs เสริมแกร่งความมั่งคั่งยั่งยืน

   เมื่อ : 3 มี.ค. 2569

 

ท่ามกลางกระแสโลกที่ความมั่งคั่งไม่ใช่แค่เรื่องของการมีเงินมากมายแต่ขยายไปถึงการที่เราต้องมีสุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดีด้วย ธนาคารทิสโก้จึงเดินหน้าตอกย้ำมุมมองการบริหารความมั่งคั่งแบบองค์รวม (Top Holistic Advisory) ผ่านงาน TISCO Exclusive Night ‘Beyond Wealth & Well-being 2026’ ซึ่งเน้นว่า “ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน” ต้องก้าวไปไกลกว่าเรื่องผลตอบแทนจากการลงทุนและต้องรวมถึงการปกป้องความเสี่ยงด้านสุขภาพ ตลอดจนการดูแลคุณภาพชีวิตในทุกมิติอย่างแท้จริง งานครั้งนี้จึงเกิดขึ้นเพื่อต่อยอดแนวคิด Well-being ให้เป็นส่วนหนึ่งของการวางแผนชีวิตของลูกค้าทิสโก้ในระยะยาว 

 

เพื่อเติมเต็มความรู้ด้านสุขภาพซึ่งถือเป็นรากฐานสำคัญของการมีชีวิตที่ดี ธนาคารทิสโก้ได้เชิญคณาจารย์แพทย์ผู้เชี่ยวชาญระดับแถวหน้าของประเทศ จากคณะแพทยศาสตร์ทั้งสามสถาบัน ได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศิริราชพยาบาล และรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ซึ่งเป็น Friends for Well-being  ของธนาคารทิสโก้ มาร่วมถ่ายทอดข้อมูลสำคัญเกี่ยวกับกลุ่มโรค NCDs ได้แก่ โรคหัวใจ โรคหลอดเลือดสมอง และโรคมะเร็ง โดยมี ศ.พญ.นิจศรี ชาญณรงค์, ศ.นพ.สุรเดช หงส์อิง และ รศ.นพ.ปรัญญา สากิยลักษณ์ ร่วมให้ความรู้เชิงลึกที่จำเป็นต่อการดูแลสุขภาพอย่างถูกต้อง และเข้าใจความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต 

 

๐ เจาะลึก NCDs ภัยร้ายใกล้ตัวคนไทย  

ข้อมูลของกระทรวงสาธารณสุขปี 2025i ระบุว่า ประเทศไทยมีผู้เสียชีวิตจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เฉลี่ยมากกว่า 1,000 คนต่อวัน หรือราว 400,000 คนต่อปี อีกทั้งในปี 2024 โรคในกลุ่ม NCDs อาทิ มะเร็ง โรคหัวใจและหลอดเลือด เบาหวาน และโรคปอดอุดกั้นเรื้อรัง ยังเป็นสาเหตุการเสียชีวิตอันดับหนึ่งของประเทศ ด้านอัตราการเจ็บป่วย พบว่า กว่าร้อยละ 75 ของประชากรผู้สูงอายุในไทย (ประมาณ 7.4 ล้านคน) มีโรคเรื้อรังอย่างน้อยหนึ่งโรค และ เกือบร้อยละ 25 ของประชากรอายุ 30–69 ปี ป่วยเป็นโรคในกลุ่ม NCDs 

แม้นวัตกรรมทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าจะช่วยเพิ่มโอกาสรักษาโรคร้ายให้หายขาดมากขึ้น แต่ค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาลยังคงสูงมากตั้งแต่หลักแสนไปจนถึงหลักสิบล้านบาท นอกจากนี้ ข้อมูลในปี 2562 พบว่าโรค NCDs สร้างความสูญเสียทางเศรษฐกิจสูงถึง 1.6 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 9.7 ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (GDP)ii อีกทั้งยังส่งผลกระทบต่อการดำเนินชีวิตและสภาพจิตใจของผู้ป่วยและครอบครัว ดังนั้น ‘การวางแผนป้องกัน’ เพื่อลดโอกาสการเกิดโรคตั้งแต่วันนี้ คือพื้นฐานของ ความมั่งคั่งที่ยั่งยืน อย่างแท้จริง แต่กรณีที่ป่วยแล้วการเข้าถึง ‘นวัตกรรมการรักษา’ ได้อย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพก็จะช่วยเพิ่มโอกาสให้หายขาดได้ดียิ่งขึ้น 

นอกจากนี้ ยังมีเทคโนโลยี 3 D Printing (การพิมพ์ 3 มิติ) ถูกนำมาใช้เพื่อเตรียมการผ่าตัดคนไข้หัวใจ ด้วยการจำลองหัวใจคนไข้ก่อนที่แพทย์จะเข้าไปผ่าตัด ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อวงการแพทย์ รวมถึง ECPR คือการใช้เครื่องพยุงการทำงานของหัวใจและปอด (ECMO) ร่วมกับการกู้ชีพ (CPR) เพื่อเพิ่มโอกาสรอดชีวิต  

 

ขณะที่ในอนาคตคาดว่าจะมี Bio Printing คือ การพิมพ์อวัยวะหรือลิ้นหัวใจด้วยเซลล์ที่มีชีวิต ซึ่งอาจมาทดแทนกล้ามเนื้อหัวใจที่ตายแล้วได้ และมี Digital Twin การสร้างโมเดลจำลองตัวตนดิจิทัลของผู้ป่วยเพื่อใช้วางแผนการรักษาแบบแม่นยำ (Precision Medicine) เป็นต้น 

 

“แม้ปัจจุบันจะมีนวัตกรรมการรักษาที่ดีช่วยให้เราอยู่ได้นานขึ้น แต่เมื่อใช้เทคโนโลยีจนถึงขั้นสุดแล้วอยากให้พิจารณาถึงการรักษาแบบประคับประคองให้ผู้ป่วยมีความสุขในระยะสุดท้าย และที่สำคัญที่สุดคือก่อนที่จะเกิดโรคเราควรตรวจร่างกายประจำปีให้ละเอียด ประเมินความเสี่ยง เพื่อการป้องกันและรักษาได้ทันท่วงที ”   

ข่าวอื่นๆ ที่น่าสนใจ