”SMO” คว้ารางวัล “RISING STAR” บนเวที Thailand Top Company Awards 2026 ตอกย้ำศักยภาพองค์กรเติบโตโดดเด่น
”SMO” คว้ารางวัล “RISING STAR” บนเวที Thailand Top Company Awards 2026 ตอกย้ำศักยภาพองค์กรเติบโตโดดเด่น
”กลุ่มสมอทอง” คว้ารางวัล “RISING STAR” ในงาน Thailand Top Company Awards 2026ได้รับการยกย่องในฐานะองค์กรดาวรุ่งแห่งปี สะท้อนความแข็งแกร่งทางธุรกิจและการเติบโตอย่างยั่งยืนในอุตสาหกรรมพลังงานและเกษตรอุตสาหกรรม
นายกิตติพงษ์ พวงมาลา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กลุ่มสมอทอง จำกัด (มหาชน) หรือ SMO เปิดเผยว่า บริษัทฯ ได้รับรางวัล “RISING STAR” ในงาน Thailand Top Company Awards 2026 จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Thrive on Resilience: การปรับตัวเพื่ออยู่รอดและสร้างการเติบโต” โดยนิตยสาร BUSINESS ร่วมกับมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อเชิดชูองค์กรที่มีความเป็นเลิศในการบริหารจัดการ มีศักยภาพในการแข่งขัน และสามารถปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยพิจารณาจากหลากหลายปัจจัย อาทิ ผลประกอบการ กลยุทธ์องค์กร นวัตกรรม และความรับผิดชอบต่อสังคม ซึ่งนับเป็นหนึ่งในเวทีสำคัญที่ยกย่ององค์กรธุรกิจไทยที่มีศักยภาพโดดเด่นและมีแนวโน้มการเติบโตอย่างแข็งแกร่งในอนาคต โดยบริษัทฯ ผู้ประกอบธุรกิจผลิตและจำหน่ายน้ำมันปาล์มดิบ ผลิตภัณฑ์ที่เกี่ยวเนื่อง รวมถึงธุรกิจผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงก๊าซชีวภาพเพื่อจำหน่ายให้กับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคการได้รับรางวัลในครั้งนี้ ไม่เพียงสะท้อนถึงผลการดำเนินงานที่เติบโตอย่างต่อเนื่องของ SMO เท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึงความสามารถในการบริหารจัดการองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพ ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก ราคาพลังงาน และความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อม โดยบริษัทได้ปรับกลยุทธ์เชิงรุก ทั้งในด้านการเพิ่มประสิทธิภาพกระบวนการผลิต การบริหารต้นทุน การขยายโอกาสทางธุรกิจ และการต่อยอดสู่พลังงานหมุนเวียน เพื่อเสริมสร้างความมั่นคงในระยะยาวทั้งนี้รางวัล RISING STAR ในครั้งนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของ SMO และเป็นความภาคภูมิใจของผู้บริหารและพนักงานทุกคน ที่ได้ร่วมกันผลักดันองค์กรให้เติบโตอย่างมีคุณภาพ ท่ามกลางความท้าทายที่เกิดขึ้นในหลายมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ พลังงาน และสิ่งแวดล้อม ความสำเร็จครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของบริษัทในการพัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง โดยยึดหลักการดำเนินธุรกิจที่โปร่งใส มีธรรมาภิบาล และคำนึงถึงผู้มีส่วนได้เสียทุกภาคส่วนโดยบริษัทฯ มีแผนการขยายกำลังการผลิตของโรงงานสาขาพนม ปัจจุบันติดตั้งเครื่องจักรแล้วเสร็จ และคาดว่าจะสามารถเดินเครื่องจักรเพิ่มกำลังการผลิตได้อีกเท่าตัวภายในเดือนเมษายน 2569 ซึ่งจะทำให้โรงงานสาขาพนม มีกำลังการผลิตเพิ่มขึ้นเป็น 150 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง จากเดิม 75 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง ส่งผลให้กำลังการผลิตรวมของกลุ่มบริษัทเพิ่มขึ้นเท่ากับ 315 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมง รองรับฤดูที่ผลปาล์มน้ำมันให้ผลผลิตสูงสุด (Peak Season) ของปี 2569 อีกทั้งยังเดินหน้าขยายธุรกิจอย่างต่อเนื่อง โดยบริษัทได้เริ่มโครงการก่อสร้างโรงงานผลิตน้ำมันปาล์มดิบ สาขาพระพรหม จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีขนาดกำลังการผลิตประมาณ 75 ตันผลปาล์มสดต่อชั่วโมงนอกจากนี้ บริษัทยังให้ความสำคัญกับการดำเนินธุรกิจตามแนวทาง ESG โดยมุ่งเน้นการบริหารจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก การสร้างความเข้มแข็งให้กับชุมชน และการยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรในห่วงโซ่อุปทาน เพื่อสร้างการเติบโตที่ยั่งยืนในทุกมิติ“SMO ให้ความสำคัญกับการสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางธุรกิจและความยั่งยืน โดยบริษัทได้เดินหน้าพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและป้องกันผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ควบคู่กับการขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทน โดยเฉพาะการนำก๊าซชีวภาพจากกระบวนการผลิตมาใช้ในการผลิตไฟฟ้า ซึ่งช่วยเพิ่มมูลค่าให้กับทรัพยากร และสนับสนุนเป้าหมายด้านพลังงานสะอาดของประเทศ” นายกิตติพงษ์กล่าว